Tag Archives: รหัส 210

  • 0
รถกระบะรหัส 320 210 110 แตกต่างกันอย่างไร ทำไมมันยุ่งจัง

รถกระบะรหัส 320 210 110 แตกต่างกันอย่างไร ทำไมมันยุ่งจัง

Category:ความรู้เรื่องประกันภัย Tags : 

รถกระบะบ้านเรา มีการใช้มากมายหลายแบบ หลายประเภท เพราะว่าเป็นรถที่ใช้ได้เอนกประสงค์ ใช้บรรทุกได้ ใช้โดยสารก็ได้ จึงมีการนำมาดัดแปลงสภาพต่างๆ หลากหลายชนิด ตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้งาน จนทำให้ขนส่งมีการจดทะเบียนรถที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแยกย่อยออกเป็น รถกระบะรหัส 320 210 110 แตกต่างกันอย่างไร ทำไมมันยุ่งจัง เราไปดูกันเลยครับ

ยกตัวอย่างให้มองเห็นชัดเจน เช่น

  • รถกระบะตอนเดียว หรือตอนครึ่ง จะจดทะเบียนเป็นรถบรรทุก แต่ถ้าหากนำไปใส่หลังคาและเบาะ ก็จะเปลี่ยนเป็นรถโดยสารเกิน 7 ที่นั่ง รถโดยสารก็มีแบบส่วนบุคคล และแบบรับจ้างอีก
  • รถกระบะที่เป็น 4 ประตูปกติจะจดเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (เหมือนรถเก๋ง) แต่ถ้าหากนำใส่หลังคา ใส่เบาะก็จะกลายเป็นรถโดยสารอีกเช่นเดียวกัน
    (บรรทุกคือ บรรทุกสิ่งของ หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของ ส่วนโดยสาร คือขนคน หรือใช้ในการเคลื่อนย้านคน)

ซึ่งทั้งหมดที่ได้อธิบายนั้น การเสียภาษีก็จะไม่เท่ากัน เช่น

  • รถกระบะตอนเดียวใช้บรรทุกของ ป้ายทะเบียนตัวอักษรสีเขียว ภาษีปีละประมาณ 900 หรือ 1050 บาท
  • หากเป็นรถกระบะ 4 ประตู ภาษีก็ขึ้นอยู่กับขนาดซีซีรถ เช่นเครื่อง 3000 ซีซี ภาษีปีละ 68xx บาท ถ้า 2500 ซีซี ภาษีปีละ เกือบๆ 5000 บาท แต่ถ้าหากเป็นรถโดยสารภาษีปีละประมาณ 1300 บาท
รถกระบะรหัส 320 210 110 แตกต่างกันอย่างไร ทำไมมันยุ่งจัง

รถกระบะรหัส 320 210 110 แตกต่างกันอย่างไร ทำไมมันยุ่งจัง

ในส่วนของประกัน การใช้รถจะเป็นปัจจัยในการกำหนดอัตราเบี้ยประกัน เนื่องจากลักษณะการใช้แต่ละอย่างขึ้นอยู่กับความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับรถรหัสรถที่อ้างมาจากการใช้รถ ให้จำไว้เป็นหลักๆนะครับ เช่น

  • รถกระบะสี่ประตู (ป้ายขาวตัวอักษรดำ) รหัส 110 คือรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ใช้ในการขับไปทำงาน เช้าขับไปจอดที่ทำงาน เย็นก็ขับรถกลับบ้าน เหมือนกับรถเก๋ง ทั่วๆไป ทำให้ พรบ. และประกันราคาถูก เพราะความเสี่ยงน้อย แต่ภาษีแพงเพราะถือว่าเป็นรถฟุ่มเฟือย ใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่เหมือนกับรถชนิดอื่น เวลาทำประกันจะคุ้มครองมากถึง 7 ที่นั่ง
  • รถกระบะแคปหรือตอนเดียว (ป้ายขาวตัวอักษรเขียว) รหัส 320 คือรถบรรทุกไม่เกิน 3 ตัน เป็นรถใช้เพื่อการพาณิชย์ ใช้ในการทำมาหากินเป็นหลัก ให้นึกถึงรถที่ใช้บรรทุกกะหล่ำปรี บรรทุกผลไม้ต่างๆ บรรทุกของเคอรี่ ของส่งเซเว่น ขนของทั่วไป ที่ขับด้วยความเร็วสูง ทำให้มีความเสี่ยงสูง รถใช้งานทุกวัน และเกือบทุกเวลา พรบ. และประกัน จึงแพงกว่ารถรหัส 110 เวลาทำประกันจะคุ้มครอง 3 ที่นั่ง
  • รถกระบะแคป หรือตอนเดียว หรือ 4 ประตู (ป้ายขาวตัวอักษรฟ้า) รหัส 210 คือรถโดยสารส่วนบุคคล เกิน 7 ที่นั่ง กลุ่มนี้จะมีน้อยมาก ส่วนมากจะเป็นบ้านที่มีสมาชิกเยอะๆ หรือหน่วยงานองค์กรที่ใช้ส่งคน รหัสนี้ใช้สำหรับส่วนบุคคลเท่านั้น ถ้านำไปใช้รถจ้างหากตำรวจเจอก็จะถูกจับ รหัสนี้มีความเสี่ยงน้อยมาก เวลาทำประกันจะคุ้มครองให้ 12 ที่นั่ง

ราคาประกันภัยเขากำหนดจากความเสียงในการใช้รถ คือ รถกระบะ 320 มีความเสี่ยงมากที่สุด ราคาจึงแพงกว่า
รถสี่ประตูและรถโดยสารที่มีหลังคา มีความเสี่ยงน้อยกว่าราคาจึงถูกกว่า

ในส่วนของรถกระบะแคป หรือตอนเดียว ที่เป็นสภาพเดิมๆ เหมือนตอนที่ออกจากศูนย์ ส่วนมากจะนำมาใช้งานไม่ตรงตามรายการจดทะเบียนคือ จดเป็นรถบรรทุก แต่คนทั่วไปซื้อมาใช้ขับส่วนบุคคล ไม่ได้ใช้บรรทุกเป็นหลัก บริษัทประกันบางบริษัทจึงใช้ช่องหลบเลี่ยงเบี้ยประกันที่เป็นรหัส 320 มาเป็นรหัส 210 แทน

แต่ถ้าหากรถคันนี้ใช้งานผิดประเภทเช่นตอนเกิดเหตุมีการขนส่งสิ่งของ จริงๆแล้วเป็นการใช้งานผิดประเภท ถ้าหากบริษัทประกันทำตามเงื่อนไข หากเป็นฝ่ายประมาทก็จะไม่คุ้มครองรถประกัน แต่ผมคิดว่าบริษัทประกันแต่ละแห่งคงจะดูเจตนาและลักษณะการเคลมด้วยครับ หรือจะรับผิดชอบ หรือจะปฏิเสธก็ทำได้ เช่นกัน
สาเหตุที่บางบริษัทให้รถกระบะเดิมๆ จากรหัส 320 ให้ใช้รหัส 210 เพราะเชื่อว่า รถกระบะสภาพเดิมๆ คงจะไม่ได้นำไปใช้บรรทุก ใช้ในการขับไปทำงานเหมือนคนส่วนมาก
เมื่อหลายปีก่อน ของมิตรแท้ก็ทำเช่นกัน คือเขาจะพิจารณาให้กับรถกระบที่ไม่เกิน 5 ปี และราคาแพงกว่าคู่แข่ง แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้ทำแล้วเนื่องจากมีแผนพิเศษ เบี้ยแคมเปญต่างๆออกมาให้ใช้มากมาย เช่น ป.1 Extra หนึ่งเดียว ญาติมิตร ฯ

ถ้าใช้ผิดประเภท จากที่แจ้งตอนทำประกันภัย หากเป็น ป.1 จะไม่คุ้มครองรถคันประกันเลย และถ้าประเภทอื่นๆหากไปชนหรือทำให้ทรัพย์สินบุคคลภายนอกเสียหายจะต้องเสียค่า Excess 2000 ใช้รถผิดประเภท แล้วที่เหลือบริษัทรับผิดชอบให้ครับ
ถ้าติดไปแบบไหน หากไม่ตรงกับการใช้งานจริง ก็ถือว่าเป็นการใช้งานผิดประเภท ครับ แต่ว่า ถ้าหากทำไว้แบบแพงกว่า แต่ตอนเกิดเหตุแบบถูกกว่า ถือว่าครอบคลุมแล้วครับ
เช่น รถรับจ้างทำถูกต้องซื้อแบบรับจ้าง แต่ตอนเกิดเหตุใช้งานส่วนบุคคล ก็ไม่มีปัญหาครับ
แต่ถ้าทำแบบส่วนบุคคล แต่ตอนเกิดเหตุใช้งานรับจ้าง ก็จะเกิดปัญหาใช้งานผิดประเภทครับ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกๆท่านคงได้รับคำตอบ จากข้อสงสัยที่ว่า รถกระบะรหัส 320 210 110 แตกต่างกันอย่างไร ทำไมมันยุ่งจัง ไม่มากก็น้อยน่ะครับ

รหัสรถยนต์ที่บริษัทประกันภัยต้องระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์สมัครใจ/บังคับ เป็นตัวเลขมีความหมาย ดังนี้

  • ตัวเลขที่หนึ่ง แสดงถึงประเภทรถยนต์
  • ตัวเลขที่สองและสาม แสดงถึงลักษณะการใช้รถยนต์

ตัวเลขที่หนึ่ง

  • 1 ประเภทรถยนต์นั่ง
  • 2 ประเภทรถยนต์โดยสาร
  • 3 ประเภทรถยนต์บรรทุก
  • 4 ประเภทรถยนต์ลากจูง
  • 5 ประเภทรถพ่วง
  • 6 ประเภทรถจักรยานยนต์
  • 7 ประเภทรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ
  • 8 ประเภทรถยนต์เบ็ดเตล็ด

ตัวเลขที่สองและสาม ได้แก่

  • 10 ชนิดรถยนต์ส่วนบุคคล
  • 20 ชนิดรถยนต์ใช้เพื่อการพาณิชย์
  • 30 ชนิดรถยนต์ใช้รับจ้างสาธารณะ
  • 40 ชนิดรถยนต์ใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ

สำหรับประเภทรถยนต์เบ็ดเตล็ด ตัวเลขที่สองและสาม กำหนดไว้ดังนี้

  • 01 รถยนต์ป้ายแดง
  • 02 รถพยาบาล
  • 03 รถดับเพลิง
  • 04 รถใช้ในการเกษตร
  • 05 รถใช้ในการก่อสร้าง
  • 06 รถอื่นๆ

ยกตัวอย่าง รหัส 110 รถยนต์นั่งส่วนบุคคล เช่น รถเก๋ง รถกระบะสี่ประตูจดเก๋ง ซึ่งบริษัทประกันจะต้องเขียนข้อความระบุการใช้งานรถไว้ในตารางให้ตรงกับรหัสรถ กรณีรหัส 110 จะมีข้อความระบุไว้ว่า ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช้รับจ้างหรือให้เช่า เป็นต้น

  • รถเก๋ง รถกระบะสี่ประตูจดเก๋ง ใช้รหัส 110
  • รถเก๋ง ที่ชื่อในทะเบียนเป็นนิติบุคคลใช้รหัส 120 หากแนบบัตรประชาชนเป็นรถประจำตำแหน่ง บางแห่งใช้ 110 ได้
  • รถกระบะมีแค็บ หรือกระบะตอนครึ่ง ไม่ต่อเติมโครงเหล็กหรือหลังคา ทะเบียนพื้นขาวอักษรเขียว บางแห่งใช้รหัส 210 บางแห่งใช้รหัส 320 ได้ทั้งสองแบบ 
  • รถกระบะตอนเดียว หรือกระบะติดหลังคา โครงเหล็ก ป้ายพื้นขาวอักษรเขียว ใช้รหัส 320 เน้นใช้งานบรรทุก
  • รถตู้ หรือกระบะแต่ติดแค็บด้านหลังและเสริมเก้าอี้เพิ่มรวมเกิน 7 ที่นั่ง ป้ายทะเบียนพื้นขาว อักษรสีฟ้า จะใช้รหัส 210 
  • รถตู้ใช้เชิงพาณิชย์ เช่น วิ่งทัวร์ รับส่งนักท่องเที่ยว หรือรับส่งพนักงาน รับส่งนักเรียน ใช้รหัส 220
  • รถตู้ ป้ายเหลืองเช่น รถตู้ร่วม บขส.ขสมก. รถสองแถว รับจ้างสาธารณะ ใช้รหัส 230 
  • รถแท็กซี่ บุคคลหรือ นิติบุคคล รับจ้างสาธารณะ ใช้รหัส 730 
  • รถหัวลาก ที่ไม่มีกระบะบรรทุกของตัวเอง ต้องไปลากพ่วง ใช้รหัส 420 ตัวลูกใช้ 520 หรือ 540
  • รถบรรทุก หกล้อ สิบล้อ ทั่วไปที่วิ่งเดียวๆ ก็ใช้รหัส 320 เช่นเดียวกับกระบะตอนเดียว แต่แบ่งที่ นน.รวมบรรทุก เช่น 4-12 ตัน เกิน 12 ตัน
  • รถบรรทุก ที่มีกระบะบรรทุกของตัวเอง และมีปากลำโพงต่อไปลากคันลูก โดยทั่วไปถ้ามองตามลักษณะรถใช้ 320(นิยม) ถ้ามองตามการใช้รถ ใช้ 420(บางบริษัทเท่านั้นใช้แบบนี้) ส่วนคันลูกใช้ 520 หรือ 540
  • รถพยาบาล 802 ต้องไว้ใช้รับส่งผู้ป่วย refer ผู้ป่วย ถ้าเป็นรถโรงพยาบาลแต่เอาไปไว้ขนอาหาร ขนยา หรือไว้รับส่งผู้บริหาร พนักงาน ก็ใช้รหัสตามปกติครับ

Cr:กลุ่มนายหน้าประกันวินาศภัย