รูปแบบ การประกันภัยรถยนต์ ในเมืองไทย เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

  • 3
ประกันภัยภาคสมัครใจ-มิตรแท้ประกันภัย

รูปแบบ การประกันภัยรถยนต์ ในเมืองไทย เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

Category:ความรู้เรื่องประกันภัย Tags : 

การประกันภัยรถยนต์ (AUTOMOBILE INSURANCE) คือ การประกัน ความเสียหาย อันเกิดจากการใช้รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคล หรือ ทรัพย์สิน ทั้งของผู้ขับขี่รถ และ ผู้ใช้ถนน จึงขอนำท่าน ไปทำความรู้จักกับ รูปแบบ การประกันภัยรถยนต์ ในเมืองไทย เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

สำหรับในเมืองไทย มี รูปแบบการประกันภัยรถยนต์ แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

1. การประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หมายความถึง การประกันภัยรถยนต์ ที่ถูกบังคับใช้โดยกฏหมาย ทั้งนี้ก็เพื่อ ให้ความคุ้มครองต่อ ความสูญเสียของชีวิต และร่างกาย ของบุคคล ผู้ประสบภัยจากรถยนต์ ทุกๆคน

ในประเทศไทย  ได้เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกแก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรี และเกิดเหตุรถบรรทุกดินระเบิด ระเบิดขึ้น ที่จังหวัดพังงา ในเวลาใกล้เคียงกัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทั้งสองเหตุการณ์อีกด้วย จนทำให้ต้องมีภาระการชดใช้ค่าเสียหาย เป็นมูลค่ามหาศาล

จึงได้มีการนำเสนอ กฏหมายดังกล่าวนี้ นั่นคือ ″พระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ” ( พ.ร.บ.) เพื่อให้ประชาชน ผู้ประสบภัย ได้รับความคุ้มครอง และการชดใช้ค่าเสียหายที่แน่นอน รวดเร็ว และเป็นธรรม จึงได้กำหนดให้มีพระราชบัญญัติฯขึ้น จนในที่สุด สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติให้ใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2535

ความคุ้มครองจาก พรบ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

ความคุ้มครองจาก พรบ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

และนับแต่นั้นเป็นต้นมา รถทุกๆคันจะต้องมีการจัดทำ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ ตาม พรบ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ฉบับ พศ. 2535 จนเรียกกันติดปากว่า พรบ. รวมถึงเข้าใจผิดคิดว่า ถูกบังคับให้ทำ พรบ. ถ้าไม่ทำก็ต่อภาษีประจำปี ของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ไม่ได้ จนเป็นที่มาของ การไม่ได้จัดทำ ทั้ง ประกันภาคสมัครใจ และ ไม่ต่อภาษีประจำปี ( เพราะต่อไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้ทำ ประกันภัยภาคสมัครใจ )

 

2. การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หมายความถึง การทำ การประกันภัยรถยนต์ ที่เกิดขึ้น โดยความสมัครใจของ เจ้าของรถยนต์ ผู้ครอบครองรถยนต์ หรือ ผู้ขับขี่รถยนต์ โดยไม่ได้เกิดจากการถูกบังคับโดยกฏหมาย แต่อย่างใด

เพื่อเป็นการขยายขอบเขต คุ้มครองความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการใช้รถยนต์ อันได้แก่ การคุ้มครองทรัพย์สิน ทั้งของ ผู้ขับขี่ และ คู่กรณีนั่นเอง ซึ่งการทำประกันภัยรถยนต์แบบนี้ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ในตลาดประกันภัยรถยนต์ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการทำประกันภัยรถยนต์ ในภาคสมัครใจ

 

ประกันภัยภาคสมัครใจ-มิตรแท้ประกันภัย

ประกันภัยภาคสมัครใจ-มิตรแท้ประกันภัย

Comments

comments


  • 3
ค่าสินไหมจาก พรบ

พรบ. กับการเบิกค่าเสียหาย และการชดใช้ ที่สามารถเบิกได้

Category:ความรู้เรื่องประกันภัย Tags : 

พรบ. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มีหลายคน ยังไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องทำ ทำไมต้องบังคับให้ทำ เพราะคิดว่าถ้าไม่ทำก็ต่อภาษีประจำปี ของรถไม่ได้นั่นเอง

แต่แท้ที่จริงแล้ว พรบ. ( ย่อมาจาก พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ที่เริ่มมีตั้งแต่ปี 2535 ) มีการบังคับใช้ ก็เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับ ผู้ประสบภัยจากรถทุกคน

โดยเรียกการชดใช้นี้ว่า ค่าสินไหม เราไปดูกันเลยว่า พรบ. กับการเบิกค่าเสียหาย และการชดใช้ ที่สามารถเบิกได้

 

ค่าสินไหมจาก พรบ

ค่าสินไหมจาก พรบ

นั่นคือไม่ว่าใครก็ตามที่มีอุบัติเหตุ อันเนื่องมาจากรถยนต์ รถจักรยานยนต์ สามารถเข้ารับการช่วยเหลือ ในการรักษาพยาบาล ได้ทุกคน นั่นเอง และหากได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต ก็ยังมีเงินช่วยเหลือ หรือค่าสินไหม เป็นจำนวนรวมถึง 300,000 บาท เลยทีเดียว

แต่ทุกอย่างก็ต้องมีกฏเกณฑ์ มีมาตรฐานกำหนดไว้ ซึ่ง พรบ เอง ก็มีข้อกำหนด และหลักการ ชดใช้ ให้กับผู้ประสบเหตุ ดังต่อไปนี้

ค่าสินไหมจาก พรบ. สามารถเบิกได้ 2 ส่วน คือ ค่าเสียหายเบื้องต้น และ ค่าเสียหายส่วนเกิน ซึ่งเรากำลังจะไปดูกันว่า แต่ละส่วน ต้องดูจากอะไร และได้รับค่าสินไหม จำนวนเท่าไรบ้าง

1 ค่าเสียหายเบื้องต้น เบิกได้สูงสุด ไม่เกิน 65,000 บาท

ผู้ประสบภัย จะเบิกจาก รถคันที่ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด มีใบขับขี่หรือไม่มี เมาหรือไม่เมา ก็เบิกได้ ดังนี้
1.1) ค่ารักษาตามจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท

ซึ่งส่วนมาก ทางโรงพยาบาลจะร้องขอเอกสารต่างๆ จากผู้ประสบเหตุ และทางโรงพยาบาลไปเบิกเอง ปกติหากไม่เกิน 30,000 ผู้ประสบภัยจะไม่ค่อยรู้ว่าเท่าไร เพราะโรงพยาบาลไปเบิกเอง

1.2) ถ้าเสียชีวิต จะเบิกค่าปลงศพจาก พรบ. ของรถคันที่ประสบภัยได้ 35,000 บาท

1.3) ถ้ารักษาตัวไประยะหนึ่งแล้วเสียชีวิต ก็จะได้ค่ารักษาตามจริงแต่ไม่เกิน 30,000 และค่าปลงศพอีก 35,000 รวมกันคือ ไม่เกิน 65,000 บาท

และหากผู้ประสบภัย เป็นฝ่ายผิด เช่นไปชนรถคันอื่น ล้มเอง ลงข้างทางเอง ก็จะสามารถใช้สิทธิ์ ได้สูงสุดเพียง 65,000 บาท ตามรายละเอียดข้างต้น นั่นเอง รวมไปถึงผู้ที่ประสบเหตุจากรถ และไม่สามารถระบุ รถคันที่ก่อเหตุได้

การเบิกค่าเสียหายเบื้องต้น บริษัทประกันภัย จะต้องจ่ายค่าสินไหมภายใน 7 วันนับจากวันที่ได้รับเอกสารยื่นขอครบถ้วน

 

2 ค่าเสียหายส่วนเกิน เบิกได้สูงสุด ไม่เกิน 304,000 บาท

ค่าเสียหายส่วนเกิน นี้ สำหรับผู้ประสบภัยที่ไม่เป็นฝ่ายประมาทเท่านั้น โดยต้องใช้หลักฐานสำนวนบันทึกประจำวันของตำรวจ หรือเอกสารตัดสินจากศาลว่าเป็นฝ่ายถูก จึงจะเบิก ค่าเสียหายส่วนเกิน ได้เพิ่มเติม โดยเป็นการเบิกจาก พรบ. ของรถ คันที่เป็นฝ่ายผิดเท่านั้น

2.1) เบิกค่าชดเชยกรณีนอนพักรักษาตัวใน รพ.ได้วันละ 200 บาทไม่เกินครั้งละ 20 วัน (รวมกันไม่เกิน 4000 ต่อครั้ง)

2.2) ค่ารักษาพยาบาล เพิ่มจาก ค่าเสียหายส่วนแรกอีก ไม่เกิน 50,000 รวมเป็น 80,000 บาท ต่ออุบัติเหตุ 1 ครั้ง

2.3) ถ้าหากเสียชีวิต จะเบิกได้ 300,000 บาท
และถ้าไม่เสียชีวิต แต่ต้องสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพถาวร จะมีสิทธิ์เบิกค่าเสียหายได้อีก เช่น
นิ้วขาดตั้งแต่ข้อนิ้วขึ้นไปเบิกได้ 200,000
มือขาด ตาบอด ขาขาด 1 ข้างจะเบิกได้ 250,000
แต่ถ้าหากรวมกัน 2 ข้าง หรือสูญเสีย 2 อย่าง เช่น มือขาด 1 ข้าง และตาบอด 1 ข้าง หรือเป็นอัมพาต ก็จะได้รับ 300,000

เอกสารสำหรับเบิกค่าสินไหมจาก พรบ

เอกสารสำหรับเบิกค่าสินไหมจาก พรบ

เราจะเห็นได้ว่า การชดใช้จาก พรบ นั้นมีจำนวนมาก เพียงพอที่จะช่วยเยียวยา ให้กับผู้ประสบเหตุได้พอสมควร เลยทีเดียว และในทางกลับกัน หากเราไม่ได้ทำ พรบ ให้กับรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ หากเกิดเหตุ เราจะต้องชดใช้ให้กับผู้ประสบเหตุ ด้วยตัวเองตามความเป็นจริง เลยทีเดียว

ดังนั้น พรบ. จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่รถทุกๆคัน จะต้องทำ พรบ ซึ่งอัตราเบี้ย พรบ ของรถแต่ละประเภท ก็จะแตกต่างกันออกไป ตามประเภท และ แบบ ของรถแต่ละคัน

ข้อมูลของ พรบ ฉบับเต็ม ศึกษาได้จาก เว็บไซต์ของ >> คปภ << ครับ 

 

Comments

comments


  • 2
การประกันภัย

มารู้จัก การประกันภัย เบี้ยประกันภัย

Category:ความรู้เรื่องประกันภัย Tags : 

ยินดีต้อนรับ ทุกๆท่าน เข้าสู่ เว็บไซต์เพื่อการประกันภัย ประกันวินาศภัย จาก มิตรแท้ประกันภัย

มารู้จัก การประกันภัย สักเล็กน้อย ก่อนเข้าสู่ข้อมูลลึกๆ ในตอนต่อไปกันดีกว่าครับ

การประกันภัย ในแง่ของลูกค้าอย่างเราๆ เอาที่เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การจ่ายเงินเพียงน้อยนิด ( เบี้ย ประกันภัย ) เพื่อแลกกับความคุ้มครองค่าเสียหาย ที่มากมาย หากมีเหตุไม่คาดคิด หรือเมื่อมีอุบัติเหตุนั่นเอง

 

การประกัน (Insurance) มีองค์ประกอบสามส่วน คือ

  • ผู้รับประกัน (Insurer) ได้แก่ บริษัทประกันภัยต่างๆ
  • ผู้เอาประกัน (Insured) หรือผู้ถือกรมธรรม์ (Policy Holder) ได้แก่ ลูกค้าอย่างเราๆ
  • ผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiary) ได้แก่ บุคคลหรือหน่วยงาน ที่ผู้เอาประกัน ยินดีให้รับผลประโยชน์

 

การประกันภัย เป็นการแบ่งเบาภาระ ของผู้เอาประกันภัย ( ลูกค้า ) ในยามมีเหตุการณ์ไม่คาดคิด หรือเมื่อมีอุบัติเหตุ เป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง โดย

การประกันภัย คือ การบริหารความเสี่ยงภัย ซึ่งจะโอนความเสี่ยงภัย ของผู้เอาประกันภัย ไปสู่ บริษัทประกันภัย เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น บริษัทประกันภัย จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนรับทำประกันภัย ( รับความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัย ให้แก่ผู้เอาประกันภัย ) โดยที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องเสีย เบี้ยประกันภัย ให้แก่บริษัทประกันภัย ตามที่ได้ตกลงกันไว้นั่นเอง

เช่น การทำประกันภัยชั้นหนึ่ง ของรถยนต์ ราคาเบี้ยประกันภัย 20,000 บาท แต่หากเกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์คันเอาประกันภัย บริษัทก็จะจ่ายทดแทน ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากอุบัติเหตุนั้นๆ ตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะซ่อมรถยนต์ ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งมีมูลค่าเป็นหลักหมื่น หลักแสน หรืออาจจะมีมูลค่ามากเป็นล้านๆบาท นั่นเอง โดยผู้เอาประกันภัย จ่ายเบี้ยประกันเพียง 20,000 บาท เท่านั้น

การประกันภัย

การประกันภัย เพื่อลดความเสี่ยงของผู้เอาประกันภัย

Comments

comments